เทียบฟอร์ม 6 เจ้าของแบรนด์อาหารน้องแมวในไทย ใครรายได้ดีกว่ากัน?

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในไทยอย่างน้องแมวกำลังเติบโตขึ้นต่อเนื่อง จากเทรนด์สัตว์เลี้ยงที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้ตอนนี้ชั้นวางอาหารแมวในซูเปอร์มาร์เก็ตกับหน้าฟีดโซเชียลมีเดียแน่นขึ้นทุกวัน
ถ้าพูดถึงตลาดอาหารน้องแมวในไทยตอนนี้อาจจะไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องรสชาติ แต่กำลังกลายเป็นสงครามแบรนด์ที่แต่ละเจ้าแข่งขันกันหนักมาก ทั้งแบรนด์เก่าที่อยู่มานาน แบรนด์ใหญ่ที่เล่นกันด้วยพลังองค์กร และแบรนด์น้องใหม่ที่ใช้เพลงและคอนเทนต์ฉีกการตลาดจนกลายเป็นไวรัลในเวลาอันรวดเร็ว

ถ้าดูจากตัวเลขรายได้ของบริษํทผู้เป็นเจ้าของแบรนด์แต่ละแบรนด์ จะเห็นได้ว่า Friskies ยืนหนึ่งจากขนาดองค์กรและกำลังผลิต รายได้สูงสุดในกลุ่มนี้ ตามมาด้วย Me-O ที่ยังคงครองใจแมสมาร์เก็ตด้วยพอร์ตสินค้ากว้างและการสื่อสารช่องทางแมสแบบดั้งเดิม
ส่วน Royal Canin แม้รายได้จะไม่เท่ารายใหญ่อื่น ๆ แต่เล่นเป็นแบรนด์พรีเมียมแบบ science-led ครองส่วนแบ่งในตลาดจับกลุ่มช่องทางผู้เลี้ยงสัตว์มืออาชีพ/คลินิกสัตว์ และความน่าเชื่อถือจากสัตวแพทย์
แต่ที่น่าสนใจและจับตามองคือ แบรนด์ไทยที่กำลังมาแรงไม่แพ้กันอย่าง CAT njoy ที่วางตำแหน่งเรื่องคุณภาพจากทีมสัตวแพทย์ เน้นขายผ่านทาง e-commerce และ modern trade ใช้ขนาดทดลองและขนม เป็นตัวดึงในคนมาทดลองสินค้า เหมาะกับบ้านที่อยากลองสูตรใหม่ก่อนซื้อขนาดใหญ่
ส่วน Pramy เน้นพรีเมียมแนว human-grade และ prey-inspired เล่นกับกลุ่มคนเลี้ยงแมวที่ยอมจ่ายเพื่อวัตถุดิบจริงจัง
และ Kaniva เป็นกรณีศึกษาสำหรับแบรนด์ไทยที่เติบโตเร็ว ผ่านการใช้ Music Marketing เพลงโฆษณาติดหูจนกลายเป็นไวรัล ควบคู่กับการใช้อินฟลูเอนเซอร์ และแพ็กเกจเล็กเข้าถึงง่าย ทำให้ชื่อแบรนด์ติดอยู่ในหัวผู้บริโภคได้เร็วมาก
ถ้าจะให้สรุปง่าย ๆ ตลาดอาหารแมวแบ่งเป็น 2 แกน
- ขั้วแรก คือ พลังองค์กรและเครือข่ายรีเทล (Friskies, Me-O) ที่เน้นปริมาณและราคาจับต้องได้
- ขั้วที่สอง คือ ความเชี่ยวชาญและคุณภาพเฉพาะทาง (Royal Canin, Pramy, CAT njoy) ที่เน้นสูตรเฉพาะหรือวัตถุดิบพรีเมียม ส่วน Kaniva คือผู้เล่น disrupt ที่ใช้แบรนดิ้งและคอนเทนต์ดิจิทัลเป็นหัวใจของการเติบโต
อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องจับตามอง คือ พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ายอดขายอาหารแมวจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะจำนวนแมวที่เลี้ยงเพิ่มมากขึ้น จากค่าเฉลี่ยช่วงปี 64-67 นั่นแปลว่า แม้ภาพรวมตลาดจะเติบโต แต่ในขณะเดียวกัน การแข่งขันก็จะรุนแรงขึ้นด้วยในทุกเซ็กเมนต์ ใครจับเทรนด์ได้ก่อน คนคนนั้นมีสิทธิ์ได้พื้นที่ในตะกร้าช้อปของทาสแมวมากกว่า
ถ้าถามว่าใครได้เปรียบ? แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ได้เปรียบด้านการเข้าถึงและต้นทุน แต่แบรนด์เล็กและแบรนด์ใหม่ที่มีจุดขายชัดเจน ทั้งสูตร, วัตถุดิบ, หรือ คอนเทนต์ไวรัล ก็มีช่องทางขึ้นมาชิงส่วนแบ่งทางตลาดได้ง่ายบนโลกออนไลน์
สรุป คือ ทุกคนต้องเล่นพร้อมกันทั้ง คุณภาพ ราคา และการสื่อสารการตลาด เพื่อครองใจทาสแมวในยุคนี้นั่นเิง
ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ของแต่ละบริษัท, K Resaerch, DBD


เมย์ กนกอร
